Black-Scholes Model
สมการมูลค่าแสนล้านนน ดอลล่า
“มัน (Black-Scholes Model) เหมือนมีปืนกล สู้กับธนูและลูกศร”
“It (Black-Scholes Model) was like having machine guns against bows and arrows.”
— Edward O. Thorp · The Tim Ferriss Show #596 (2022)
ในบทนี้เราจะมารู้จักสมการที่ว่ากันว่าเปลี่ยนโลก Quant Finance ไปเลย ใน Binomial Model เราหาจำนวนหุ้นและเงินสดที่ให้ผลลัพธ์เท่ากับ Option ได้ทุกแขนง เมื่อพอร์ตสองชุดให้สิ่งเดียวกันในอนาคต หลัก no-arbitrage ก็บังคับให้ต้นทุนวันนี้เท่ากัน
เมื่อย่อ time step จนเข้าสู่เวลาต่อเนื่อง หุ้นไม่ได้มีเพียงสองราคาปลายทาง แต่แนวคิด เลียนแบบ payoff ด้วยหุ้นและเงินสด ยังอยู่ บท Applied Stochastic Calculus เตรียม Itô’s lemma ไว้แล้ว บทนี้จะใช้มันเปลี่ยนแนวคิดเรื่อง hedge ให้กลายเป็นสมการราคา
| เส้นเรื่อง | คำถามที่ต้องตอบ |
|---|---|
| Delta → พอร์ตเลียนแบบ | ต้องถือหุ้นเท่าไรจึงรับช็อกเท่ากับ Option |
| Itô → สมการ Black–Scholes | เมื่อช็อกหักล้างกัน ผลตอบแทนที่เหลือต้องเป็นอะไร |
| ความหนาแน่น → สูตรราคา | แปลงสมการเป็นค่าเฉลี่ย payoff แล้ว discount ได้อย่างไร |
| Greeks → การปรับ hedge | เมื่อราคา เวลา และพารามิเตอร์เปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยนตามอย่างไร |
| American → ขอบเขตของสูตร | ถ้าเลือกใช้สิทธิก่อนหมดอายุได้ โจทย์เพิ่มอะไรขึ้นมา |
1. ทบทวน Delta
ในต้นไม้หนึ่ง step เราใช้ Delta เป็นอัตราส่วน
เมื่อราคาสองแขนงเข้าใกล้กัน อัตราส่วนนี้นำไปสู่ความชันของราคา Option ต่อราคาหุ้น ณ เวลาเดียวกัน
ถ้า Delta ของ Call เท่ากับ 0.64 หุ้นขยับขึ้นเล็กน้อย 1 หน่วยเงิน ราคาของ Call จะเพิ่มประมาณ 0.64 หน่วยเงิน โดยตรึงเวลาและพารามิเตอร์อื่นไว้ นี่เป็นการประมาณเฉพาะบริเวณใกล้จุดปัจจุบัน ความชันเองก็เปลี่ยนได้
การถือ Call หนึ่งหน่วยแล้ว short หุ้น Δ หน่วย จึงหักล้างความไวต่อการขยับเล็ก ๆ ของหุ้นได้ แต่เรายังต้องอธิบาย ความโค้ง เวลา และต้นทุนการปรับจำนวนหุ้น ก่อนสรุปว่าพอร์ตนี้ทำงานอย่างไร
2. ตั้งโลกของแบบจำลองให้ชัด
เริ่มจากหุ้นที่ไม่มีเงินปันผล และราคาเป็น Geometric Brownian Motion ภายใต้ความน่าจะเป็นที่ใช้อธิบายโลกจริง ซึ่งจะเขียนเป็น ℙ
| สัญลักษณ์ | ความหมายและหน่วย |
|---|---|
| S | ราคาหุ้นปัจจุบัน หน่วยเงินต่อหุ้น |
| K | ราคาใช้สิทธิ หน่วยเงินต่อหุ้น |
| t, T และ τ = T − t | เวลาปัจจุบัน วันหมดอายุ และเวลาคงเหลือ วัดเป็นปี |
| V(S,t), C, P | มูลค่า Option, Call และ Put ต่อหุ้นอ้างอิงหนึ่งหน่วย |
| μ | drift ของผลตอบแทน dS/S ภายใต้ ℙ หน่วยต่อปี |
| σ | volatility ของ dS/S หน่วยต่อ √ปี เช่น 20% ต่อปีใช้ 0.20 เมื่อเวลาเป็นปี |
| r | อัตราดอกเบี้ยทบต้นต่อเนื่อง หน่วยต่อปี เช่น 5% ใช้ 0.05 |
| W | standard Brownian motion มี increment แปรปรวนเท่ากับช่วงเวลา |
คำว่า “ต่อปี” ของ volatility เป็นภาษาที่ใช้รายงานค่า annualized; ในสมการ σ คูณกับ dW ซึ่งมีหน่วย √ปี จึงต้องใช้หน่วยเวลาให้ตรงกัน ราคาทั้งบทเป็น ต่อหนึ่งหน่วยอ้างอิง ถ้าสัญญาหนึ่งมีตัวคูณ ต้องคูณราคาและจำนวนหุ้น hedge ด้วยตัวคูณนั้น
สมมติให้ r และ σ เป็นค่าคงที่ที่ทราบ โดย σ > 0 สูตรหลักใช้กับ European option ซึ่งใช้สิทธิได้ ณ T เท่านั้น นอกจากนี้ ตลาดในแบบจำลองเปิดให้ซื้อขายต่อเนื่อง ถือหุ้นเป็นเศษส่วน short หุ้น กู้และให้กู้ที่ r เดียวกัน ไม่มีภาษี ต้นทุนธุรกรรม หรือข้อจำกัดสภาพคล่อง และไม่มี arbitrage
บัญชีเงินสดจึงโตด้วยตัวคูณ eʳᵈᵗ ในช่วง dt ส่วนเงินปลายทาง discount ด้วย e⁻ʳτ ถ้ากลับไปใช้ต้นไม้ที่เขียนผลตอบแทนหนึ่ง step เป็น R ต้องเลือก R = eʳΔᵗ เพื่อให้ดอกเบี้ยตรงกับบทนี้
3. ใช้ Itô แล้วเลือกหุ้นให้รับช็อกเดียวกัน
สมมติ V เรียบพอเมื่อ t < T ใช้ Itô’s lemma ได้
พจน์สุดท้ายบอกว่า Option และหุ้นรับ Brownian shock ตัวเดียวกัน แต่มีขนาดต่างกัน จึงเลือกจำนวนหุ้นให้รับช็อกเท่ากับ Option ได้
สร้าง พอร์ตเลียนแบบ มูลค่า X โดยถือหุ้น Δ หน่วยและมี ยอดเงินสด M
ถ้าพอร์ตเป็น self-financing การซื้อหุ้นเพิ่มใช้เงินจากบัญชีเดิม และการขายหุ้นนำเงินกลับเข้าบัญชี ไม่เติมเงินจากภายนอก การเปลี่ยนมูลค่าพอร์ตจึงเป็น
เพื่อให้ X = V ตลอดเวลา ต้องให้ส่วนสุ่มเท่ากันก่อน จึงได้ Δ = V_S และ M = V − SV_S จากนั้นเทียบพจน์ dt
พจน์ μSV_S หักล้างกัน เหลือ สมการ Black–Scholes
μ หายจากสมการราคา เพราะพอร์ตเลียนแบบรับความเสี่ยงจากหุ้นเหมือน Option แล้ว หลัก no-arbitrage ทำให้ Option ต้องมีมูลค่าเท่าพอร์ตนั้น ภายใต้สมมติฐานและกลยุทธ์ที่ยอมรับได้ของแบบจำลอง การเลียนแบบจึงกำหนดราคาได้
ไม่ได้แปลว่า μ ในโลกจริงเท่ากับ r หรือการคาดการณ์ไม่มีประโยชน์ μ ยังมีผลต่อการกระจายของราคาจริงและความเสี่ยงของกลยุทธ์ แต่ไม่ปรากฏในสูตรราคาที่ได้จากการเลียนแบบนี้
ทำไมต้องพูดถึง self-financing แทนการหา d(V − ΔS) ตรง ๆ
Δ เปลี่ยนตามราคาและเวลา จึงห้ามใช้กฎอนุพันธ์แล้วทิ้งพจน์จาก dΔ ไปเฉย ๆ สมการ dX = ΔdS + rMdt เป็น เงื่อนไขการจัดหาเงินของกลยุทธ์: ค่าใช้จ่ายจากการปรับหุ้นถูกหักกับบัญชีเงินสดแล้ว
วิธีเขียนสั้นด้วยพอร์ต Π = V − ΔS มักถือ Δ คงที่ระหว่าง step แล้วปรับใหม่เมื่อจบ step การเขียนด้วยพอร์ตหุ้นและบัญชีเงินสดด้านบนทำให้เห็นชัดว่าการปรับ hedge ไม่ได้ใช้เงินฟรี
4. สมการเดียวกัน แต่ payoff ต่างกัน
สมการ Black–Scholes ใช้กับอนุพันธ์หลายชนิดได้ สิ่งที่บอกว่าเรากำลังหาราคาสัญญาใดคือเงื่อนไข ณ วันหมดอายุ
สำหรับหุ้นไม่มีปันผล Call มี C(0,t) = 0 และเมื่อ S สูงมาก C(S,t) ≈ S − Ke⁻ʳτ ส่วน Put มี P(0,t) = Ke⁻ʳτ และ P(S,t) → 0 เมื่อ S → ∞ เงื่อนไขเหล่านี้ช่วยกำหนดคำตอบและใช้ตรวจวิธีคำนวณเชิงตัวเลขได้
ที่ T เส้น payoff มีมุมตรง S = K แต่เมื่อยังมีเวลาเหลือและ σ > 0 ความไม่แน่นอนทำให้เส้นราคาเรียบขึ้น จึงหาอนุพันธ์ในสมการได้ก่อนหมดอายุ
Payoff ไม่ใช่กำไรสุทธิ ผู้ซื้อ Option จ่าย premium ตั้งแต่ต้น ถ้าจะวัดกำไรที่ T โดยคิดต้นทุนเงินด้วย ต้องหัก premium ที่ทบต้นไปถึง T และต้นทุนอื่นที่มี
5. ทำไม Gaussian จากบทก่อนจึงกลับมา
ใน Transition Density Functions Gaussian ปรากฏเป็นคำตอบของสมการความร้อน สมการ Black–Scholes ก็แปลงให้อยู่ในรูปนั้นได้ โดยแยกผลของดอกเบี้ย เปลี่ยนเวลาเป็นเวลาคงเหลือ และเปลี่ยนราคาสู่พิกัด log
กำหนด τ = T − t และพิกัดไร้หน่วย
แทนลงในสมการแล้วได้
โดย g คือ payoff เช่น g(S) = (S − K)⁺ คำตอบจึงเป็นการเฉลี่ย payoff ด้วย Gaussian kernel ที่มีความแปรปรวน σ²τ แล้วคูณส่วนลดกลับเข้ามา
ตามดูการเปลี่ยนตัวแปรทีละส่วน
เขียน V(S,T−τ) = e⁻ʳτ U(S,τ) จะได้ U_τ = ½σ²S²U_SS + rSU_S จากนั้นให้ y = ln(S/K) และ F(y,τ) = U(Keʸ,τ) ใช้ SU_S = F_y และ S²U_SS = F_yy − F_y จึงเหลือ
ให้ x = y + (r − ½σ²)τ และ F(y,τ) = H(x,τ) พจน์อนุพันธ์อันดับหนึ่งจะหักล้างกัน เหลือสมการความร้อน ส่วน terminal condition เดิมกลายเป็น initial condition ที่ τ = 0
สูตรราคา Call เกิดจากการนำ payoff ไปเฉลี่ยบนการแจกแจงที่สมการราคากำหนด คำถามถัดไปคือการแจกแจงนี้ใช่การคาดการณ์ราคาจริงหรือไม่
6. ค่าเฉลี่ยสำหรับตั้งราคา กับค่าเฉลี่ยสำหรับคาดการณ์
ภายใต้ ℙ ถ้าเริ่มจาก S และเหลือเวลา τ ค่าเฉลี่ยราคาปลายทางคือ Seᵐᵘτ แต่สมการที่เพิ่งได้ใช้ r แทน μ จึงสอดคล้องกับอีกมาตรวัดความน่าจะเป็นหนึ่ง เรียกว่า risk-neutral measure เขียนเป็น ℚ
ราคา European payoff g จึงเขียนได้เป็น
นี่คือรูปเวลาต่อเนื่องของ pricing probability q ในต้นไม้ Binomial โดย q เป็นตัวเลขความน่าจะเป็นแต่ละแขนง ส่วน ℚ เป็นมาตรวัดของกระบวนการราคา หลักการยังเหมือนเดิม: น้ำหนักที่ใช้หาราคามาจากการเลียนแบบและ no-arbitrage ไม่ใช่ระดับความกลัวเสี่ยงของผู้อ่าน
Backward Kolmogorov ช่วยเห็นความต่างชัดขึ้น ถ้า U(S,t) = Eᴾ[g(S_T) | S_t = S] โดยยังไม่ discount จะมี
เปลี่ยนกระบวนการที่ใช้เฉลี่ยเป็น ℚ แล้ว discount จึงได้พจน์ rSV_S และ −rV ในสมการราคา การเอา payoff เฉลี่ยภายใต้ ℙ มา discount ที่ r โดยตรงจึง ไม่ใช่สูตรทั่วไปของราคา Option
ตัวอย่างง่ายคือ g(S_T) = S_T ภายใต้ ℚ เราได้ e⁻ʳτEᑫ[S_T] = S ซึ่งตรงกับราคาหุ้นวันนี้ ภายใต้ ℙ วิธีเดียวกันจะให้ Se⁽ᵐᵘ⁻ʳ⁾τ ซึ่งไม่เท่ากับ S เมื่อ μ ≠ r
7. จากค่าเฉลี่ย payoff สู่สูตร Call และ Put
ให้ Φ(z) เป็น CDF ของ Standard Normal และ φ(z) = exp(−z²/2)/√(2π) เป็น density โดย Φ(z) บอกพื้นที่สะสมทางซ้ายของ z
สำหรับ σ > 0 และ τ > 0 กำหนด
ราคา European Call และ Put บนหุ้นที่ไม่มีปันผลเป็น
เหตุผลที่ Call มีสองพจน์เห็นได้จากการแยก payoff
พจน์แรกจ่ายหุ้นหนึ่งหน่วยเมื่อจบเหนือ K ส่วนพจน์ที่สองจ่ายเงิน K ในเหตุการณ์เดียวกัน เมื่อนำไปเฉลี่ยภายใต้ ℚ และ discount พจน์แรกให้ SΦ(d₁) ส่วนพจน์ที่สองให้ Ke⁻ʳτΦ(d₂)
Φ(d₂) = ℚ(S_T > K) คือโอกาสจบ in the money ภายใต้ ℚ ส่วน Φ(d₁) = Delta ของ Call ในกรณีไม่มีปันผล ทั้งสองค่าไม่เท่ากัน เพราะพจน์ที่มี S_T ถ่วงน้ำหนักผลลัพธ์ตามขนาดราคาด้วย Φ(d₁) จึงไม่ใช่โอกาสใช้สิทธิภายใต้ ℚ เดียวกัน
ลองเปลี่ยน payoff เป็นจ่ายเงินหนึ่งหน่วยเมื่อหุ้นเกิน K
Cash-or-nothing digital แบบ Call จ่าย 1 เมื่อ S_T > K และจ่าย 0 กรณีอื่น จึงมีราคา e⁻ʳτΦ(d₂) ส่วนแบบ Put ที่จ่ายเมื่อ S_T < K มีราคา e⁻ʳτΦ(−d₂)
เมื่อ σ,τ > 0 ราคาปลายทางมีการแจกแจงต่อเนื่อง เหตุการณ์ S_T = K มีความน่าจะเป็นศูนย์ ราคาสองตัวจึงรวมกันได้ e⁻ʳτ แต่ ณ วันหมดอายุต้องอ่านเงื่อนไขสัญญาว่ากรณีราคาเท่ากับ K จ่ายหรือไม่ ถ้าจ่ายเงิน A หน่วยแทน 1 ก็ให้คูณราคาข้างต้นด้วย A
สูตรยังให้ put–call parity
เพราะถือ Call และ short Put ที่ K,T เดียวกันให้ payoff S_T − K เท่ากับถือหุ้นและมีหนี้ K ณ วันหมดอายุ ความสัมพันธ์นี้ใช้ตรวจราคาที่คำนวณได้โดยไม่ต้องเชื่อสูตรทั้งสองแยกกัน
เมื่อ τ = 0 ให้ใช้ payoff โดยตรง เมื่อ σ = 0 ราคาภายใต้ ℚ เป็นเส้นทางแน่นอน จึงใช้ C = max(S − Ke⁻ʳτ,0) และ P = max(Ke⁻ʳτ − S,0) โดยไม่หารด้วย σ√τ ที่เป็นศูนย์
8. ตัวอย่าง: Call ราคา 10.45 มาจากพอร์ตอะไร
ใช้ตัวเลขสมมติ S = K = 100, r = 5% ทบต้นต่อเนื่อง, σ = 20% และ τ = 1 ปี ไม่มีปันผล จะได้ d₁ = 0.35, d₂ = 0.15 และ
| รายการ | ค่าประมาณ |
|---|---|
| Φ(d₁) | 0.636831 |
| Φ(d₂) | 0.559618 |
| Call | 10.450584 |
| Put | 5.573526 |
| Call − Put | 4.877058 |
| S − Ke⁻ʳτ | 4.877058 |
Delta ของ Call เท่ากับ 0.636831 หุ้นต่อหนึ่งหน่วยอ้างอิง คิดเป็นมูลค่าหุ้นประมาณ 63.683065 แต่ราคา Call เท่ากับ 10.450584 ดังนั้นบัญชีเงินสดของพอร์ตเลียนแบบคือ
พอร์ตเริ่มด้วย ซื้อหุ้นประมาณ 0.636831 หน่วย และกู้เงินประมาณ 53.232482 หน่วยเงิน เงินลงทุนสุทธิเท่ากับราคา Call ยอดเงินสดติดลบคือหนี้ ไม่ใช่กำไร และจำนวนหุ้นนี้เป็น hedge ณ จุดเริ่มต้น ต้องปรับต่อไปเมื่อราคาและเวลาเปลี่ยน
ลองเปลี่ยน Call เป็น Put แล้วดู Delta กับบัญชีเงินสด จากนั้นเลื่อนเวลาคงเหลือให้สั้นลง เส้นราคา Option จะเข้าใกล้ payoff มากขึ้น เส้นสัมผัสแสดงการประมาณด้วย Delta รอบราคาที่เลือก ไม่ได้แทนราคาที่ถูกต้องตลอดทั้งกราฟ
9. Greeks: ถ้าสิ่งหนึ่งเปลี่ยน ราคาไวแค่ไหน
Greeks เป็นอนุพันธ์ของราคา โดยเปลี่ยนสิ่งหนึ่งและตรึงสิ่งอื่นไว้ ใช้ทั้งอธิบายรูปทรงของราคาและวัดความไวของพอร์ต สำหรับหุ้นไม่มีปันผล สูตรต่อไปนี้ใช้เมื่อ σ,τ > 0
| Greek | ความหมายเมื่อตรึงสิ่งอื่นไว้ |
|---|---|
| Delta Δ = V_S | ราคาของ Option เปลี่ยนเท่าไรเมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนเล็กน้อย |
| Gamma Γ = V_SS | Delta เปลี่ยนเร็วแค่ไหนเมื่อราคาหุ้นเปลี่ยน |
| Theta Θ = V_t | ราคาไวต่อเวลาปัจจุบันที่เดินไปอย่างไร |
| Vega ν = V_σ | ราคาไวต่อ volatility อย่างไร |
| Rho ρᵣ = V_r | ราคาไวต่ออัตราดอกเบี้ยอย่างไร |
Delta และ Gamma ของ Call กับ Put เป็น
Theta มีทั้งส่วนจากความโค้งและต้นทุนเงิน
Vega และ Rho วัดความไวต่อพารามิเตอร์
Θ ใช้อนุพันธ์ตาม เวลาปัจจุบัน t โดยตรึง T จึงเท่ากับ −∂V/∂τ หน่วยในตารางเป็นต่อปี ส่วน Vega และ Rho เป็นต่อการเปลี่ยนพารามิเตอร์ 1.00 ถ้ารายงานต่อ 1 percentage point เช่น σ จาก 20% เป็น 21% ต้องหารด้วย 100
ตัวอย่าง Call เดิมให้ Γ ≈ 0.018762, Θ ≈ −6.414028 ต่อปี, Vega ≈ 0.375240 ต่อ volatility 1 percentage point และ Rho ≈ 0.532325 ต่อดอกเบี้ย 1 percentage point ถ้าจะรายงาน Theta ต่อวันต้องระบุ day count เช่น หาร 365 สำหรับวันปฏิทิน ตัวเลขนี้เป็น local sensitivity ไม่ใช่กำไรหรือขาดทุนที่รับประกันในวันถัดไป
เมื่อหุ้นขยับเล็กน้อย δS และเวลาผ่านไป δt การประมาณอันดับสองด้านราคาคือ
ถ้า volatility เปลี่ยนด้วย ให้เพิ่ม νδσ ในการประมาณอันดับหนึ่งด้านพารามิเตอร์ การตั้ง Delta เป็นศูนย์จึงยังเหลือความไวต่อความโค้งและพารามิเตอร์อื่น
หุ้นมี Gamma เป็นศูนย์ จะปรับ Gamma ของพอร์ตด้วยหุ้นอย่างเดียวไม่ได้ หากถือ Option A จำนวนหนึ่งหน่วย และใช้ Option B มาช่วย เลือกจำนวน n_B = −Γ_A/Γ_B เมื่อ Γ_B ≠ 0 แล้วค่อยใช้หุ้นปรับ Delta รวมกลับเป็นศูนย์ วิธีนี้อาจสร้างความไวต่อ Vega หรือ Theta แบบใหม่ จึงต้องอ่านพอร์ตทั้งชุด
Greeks ยังเชื่อมกันผ่าน PDE:
สมการนี้เป็นอีกทางตรวจสูตร และอธิบายว่าพจน์ความโค้งกับเวลาถูกเชื่อมด้วยเงื่อนไขการ hedge และต้นทุนเงินอย่างไร
10. เมื่อปรับ hedge ได้เป็น step
สูตร Black–Scholes อาศัยการปรับ Delta ต่อเนื่อง แต่การทดลองบนคอมพิวเตอร์และการซื้อขายต้องเลือกเวลาเป็นช่วง ๆ เริ่มด้วย X₀ = V₀, Δ₀ = V_S(S₀,0) และ M₀ = V₀ − Δ₀S₀ จากนั้นถือหุ้นเดิมตลอดหนึ่ง time step
เมื่อถึง tᵢ₊₁ มูลค่าก่อนปรับพอร์ตคือ
ถ้ายังไม่ถึง T ให้คำนวณ Delta ใหม่ แล้วใช้เงินในพอร์ตซื้อหรือขายหุ้น
มูลค่าหลังปรับยังเท่ากับก่อนปรับ จึงเป็น self-financing ส่วน ณ T ให้ชำระ payoff เลย ไม่ต้องหา Delta ที่มุมของ payoff เพื่อปรับพอร์ตอีกครั้ง
ห้องทดลองจำลองราคาภายใต้ ℙ ด้วย μ = 8%, σ = 20%, S₀ = K = 100, r = 5% และอายุ 1 ปี ใช้ exact GBM ที่จุดเวลาซึ่งเลือก และสร้าง Brownian increments บนตารางละเอียดเดียวกัน การเลือก 16, 64 หรือ 256 step จึงใช้เส้นทางเดียวกัน ณ จุดเวลาที่ตรงกัน รวมถึงราคา S_T เดียวกัน
Residual = มูลค่าพอร์ต ณ T − payoff ค่าบวกคือเงินเหลือหลังจ่ายภาระ Option ค่าลบคือเงินขาด สำหรับผู้ขายหนึ่งหน่วยที่รับ premium มาตั้งพอร์ตตามสูตรและใช้สมมติฐานนี้ Residual จึงวัดผลของการ hedge เป็นช่วง ๆ ได้
อย่าสรุปจาก seed เดียวว่าเพิ่ม step แล้วขนาด Residual ต้องลดทุกครั้ง การปรับถี่ขึ้นมีผลต่อการลู่เข้าของกลยุทธ์ภายใต้แบบจำลอง แต่ความคลาดเคลื่อนบนเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งอาจไม่ลดแบบเรียงลำดับ ต้องดูหลายเส้นทางเพื่อศึกษาการกระจายของ hedging error
| สิ่งที่คลาดเคลื่อน | เกิดจากอะไรในบริบทนี้ |
|---|---|
| Discrete hedging error | ค้าง Delta ระหว่างเวลา rebalance แม้จำลอง GBM ที่จุดเวลาได้แบบ exact |
| Monte Carlo sampling error | ใช้จำนวนเส้นทางจำกัดเพื่อประมาณราคาเฉลี่ยหรือสถิติของ error |
| Model error | โลกที่นำไปใช้ไม่ตรงกับสมมติฐาน เช่น volatility ไม่คงที่หรือมีการกระโดด |
เพิ่มจำนวนเส้นทางช่วยลด sampling error ส่วนเพิ่มความถี่ hedge เปลี่ยน discrete hedging error ทั้งสองอย่างไม่ได้ยืนยันว่าแบบจำลองตลาดถูกต้อง และเมื่อมีค่าซื้อขาย การปรับถี่ขึ้นก็มีต้นทุนที่ห้องทดลองนี้ยังไม่ได้รวม
11. เงินปันผล FX และต้นทุนถือสินค้าเปลี่ยนตรงไหน
ถ้าหุ้นจ่ายเงินปันผลด้วย continuous proportional yield D หุ้นที่ถือในพอร์ตสร้างเงินสดเพิ่ม DΔSdt สมการราคาจึงเปลี่ยนเป็น
ภายใต้ ℚ drift ของ ราคาไม่รวมปันผล เป็น r − D โดย discount ที่ r เช่นเดิม กำหนดใหม่ว่า
แล้วได้
Delta ของ Call เป็น e⁻ᴰτΦ(d₁) จึงไม่เท่ากับ Φ(d₁) เฉย ๆ อีกแล้ว เราใช้ D แทน dividend yield เพื่อไม่ให้ชนกับ q ที่เคยใช้เป็น pricing probability ในต้นไม้
| สินทรัพย์อ้างอิง | การอ่านพจน์ carry |
|---|---|
| หุ้นที่มี yield D คงที่ | ใช้ r − D; ไม่ใช่สูตรทั่วไปสำหรับปันผลเงินสดเป็นก้อนตามวัน |
| FX ที่ S เป็นเงินในประเทศต่อหนึ่งหน่วยเงินต่างประเทศ | เงินต่างประเทศสร้างดอกเบี้ย r_f จึงแทน D ด้วย r_f และ r ด้วย r_d; ผลเป็นมูลค่าในเงินในประเทศ |
| สินค้าที่มีต้นทุนเก็บรักษา κ ต่อปีเป็นสัดส่วนของราคา | ในแบบจำลองถือและซื้อขายสินค้าได้อย่างไม่มีข้อจำกัดและไม่มี convenience yield ใช้ carry r + κ หรือเทียบเท่า D = −κ |
ต้นทุนสินค้าแบบนี้เป็นกรณีลดรูป การเก็บรักษาเป็นจำนวนเงินคงที่ สิทธิประโยชน์จากการมีสินค้าจริง และข้อจำกัดการ short ต้องวิเคราะห์เพิ่ม ห้องทดลองและสูตร Greeks ในส่วนก่อนใช้ หุ้นไม่มีปันผล ตามที่ระบุไว้
12. ถ้าเลือกใช้สิทธิก่อนหมดอายุได้
American option เพิ่มสิทธิเลือกเวลาใช้สิทธิ จึงต้องมีมูลค่าอย่างน้อยเท่ากับ European ที่มีเงื่อนไขอื่นเหมือนกัน และอย่างน้อยเท่ากับ payoff จากการใช้สิทธิทันที
ต้องเปรียบเทียบสองทางเลือก ณ แต่ละจุด: ใช้สิทธิรับ g(S) ตอนนี้ หรือ ถือต่อเพื่อรักษาสิทธิ ในบริเวณที่ถือต่อ มูลค่ายังเป็นไปตาม PDE เดิม แต่เส้นแบ่งระหว่างสองบริเวณเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ เรียกว่า exercise boundary
สำหรับ American Put มาตรฐานในแบบจำลอง diffusion เมื่อมีขอบเขตใช้สิทธิที่เรียบ S*(t) จะมีทั้ง value matching และ smooth pasting
มูลค่าและความชันจึงต่อกับเส้น payoff ที่ขอบเขต ภายใต้เงื่อนไขความเรียบของโจทย์นี้ ไม่ใช่กฎที่นำไปใช้กับทุก payoff หรือ jump model ได้โดยไม่ตรวจสมมติฐาน
Call ไม่มีปันผลและ r ≥ 0 ไม่ได้ประโยชน์เพิ่มจากการใช้สิทธิก่อนหมดอายุภายใต้สมมติฐานมาตรฐาน เพราะ European Call มีขอบล่าง max(S − Ke⁻ʳτ,0) ≥ max(S − K,0) การจ่าย K เร็วขึ้นยังทำให้เสียสิทธิเลือกในอนาคต จึงมีราคา American เท่ากับ European ในกรณีนี้
Put อาจคุ้มที่จะรับ K ก่อนเมื่ออยู่ลึกในเงินและต้นทุนเงินมีความสำคัญ ส่วน Call ที่มีปันผลก็อาจใช้สิทธิเร็วได้ เงื่อนไข r ≥ 0 ของข้อสรุป Call ไม่มีปันผลไม่ควรถูกตัดทิ้งเมื่อพิจารณาดอกเบี้ยติดลบ
ถ้าใช้สิทธิได้เฉพาะวันที่กำหนด เรียก Bermudan option ที่แต่ละวันใช้สิทธิได้ ให้เทียบมูลค่าถือต่อกับ payoff เหมือนขั้น max ในต้นไม้ราคา สูตร European Call/Put ข้างต้นจึงไม่ได้แทนคำตอบ American Put โดยอัตโนมัติ
13. สูตรราคาเป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านความเสี่ยง
แบบจำลองสมมติให้ volatility คงที่ ช็อกต่อเนื่อง พอร์ตปรับได้ต่อเนื่อง และไม่มีต้นทุนซื้อขาย เมื่อนำไปเทียบกับข้อมูลหรือใช้ hedge ต้องแยกความผิดพลาดของการคำนวณออกจากความไม่ตรงของสมมติฐานเหล่านี้
อีกวิธีใช้สูตรคือกลับโจทย์: ตรึง S,K,r,τ แล้วหาค่า σ ที่ทำให้ราคาในสูตรตรงกับราคาที่สังเกต เรียก implied volatility ภายใต้สมมติฐานที่เลือก สำหรับ European vanilla และราคาที่อยู่ภายในขอบเขต no-arbitrage อย่างเคร่งครัด Vega ที่เป็นบวกช่วยให้แก้ย้อนหา σ ได้เพียงค่าเดียว
ถ้าใช้ราคาคนละ strike หรือ maturity แล้วได้ implied volatility ไม่เท่ากัน เราไม่สามารถอธิบายราคาทั้งชุดด้วย σ คงที่เพียงตัวเดียวได้ การใช้สูตรเป็นภาษารายงานราคาจึงไม่ได้ยืนยันว่า GBM ที่มี σ คงที่เป็นคำอธิบายตลาดที่ครบถ้วน และ implied volatility ก็ไม่ใช่คำรับประกันความผันผวนที่กำลังจะเกิด
ลองเชื่อมทั้งบท
- ผู้วิเคราะห์สองคนให้ μ ต่างกัน แต่ใช้ S,K,r,σ,τ และสมมติฐานเดียวกัน ราคา European Call ในแบบจำลองนี้ควรต่างกันหรือไม่
- ถ้า Call มี Delta 0.6 และ Gamma 0.02 การถือ Call หนึ่งหน่วยแล้ว short หุ้น 0.6 หน่วยทำให้ Gamma เป็นศูนย์ด้วยหรือไม่
- ทำไมในตัวอย่าง Φ(d₂) ≈ 0.5596 แต่ Delta ≈ 0.6368 จึงไม่ขัดกัน
- ถ้า Vega ต่อ volatility 1 percentage point เท่ากับ 0.3752 เมื่อ volatility เพิ่มจาก 20% เป็น 22% ราคาเปลี่ยนประมาณเท่าไร โดยตรึงค่าอื่นไว้
- ถ้าพอร์ตก่อน rebalance มีมูลค่า 12 หุ้นราคา 100 และ Delta ใหม่ 0.65 บัญชีเงินสดหลังปรับต้องเป็นเท่าไร
- เพิ่มความถี่ hedge จาก 64 เป็น 256 step แล้ว Residual ของ seed หนึ่งใหญ่ขึ้น แปลว่าแนวคิดลู่เข้าผิดหรือไม่
- ใช้สูตร European Put ตั้งราคา American Put ได้เสมอหรือไม่
เปิดเฉลยพร้อมเหตุผล
- ไม่ต่าง เพราะ μ ถูกหักล้างในการเลียนแบบ แต่ความเห็นต่อราคาหุ้นจริงและความเสี่ยงยังต่างกันได้
- ไม่เป็นศูนย์ หุ้นมี Gamma ศูนย์ จึงเหลือ Gamma 0.02 เท่าเดิม ณ จุดนั้น
- Φ(d₂) เป็นโอกาสจบเหนือ K ภายใต้ ℚ ส่วน Delta วัดความไวของราคา Call ต่อ S และมีการถ่วงขนาดราคาปลายทางอยู่ในการคำนวณ
- เพิ่มประมาณ 0.7504 หน่วยเงิน จาก 0.3752 × 2 เป็น local linear approximation; Vega เองอาจเปลี่ยนระหว่างทาง
- −53 หน่วยเงิน เพราะ 12 − 0.65 × 100 = −53 คือเงินกู้ และมูลค่าหุ้นรวมเงินสดยังเท่ากับ 12
- ไม่จำเป็น การลู่เข้าไม่ได้บังคับให้ขนาด error ของทุกเส้นทางลดลงในทุกความละเอียด ต้องใช้เส้นทางร่วมและดูการกระจายของ error จากหลายเส้นทาง
- ไม่ได้ American Put มีสิทธิใช้เร็วและอาจมีมูลค่าเพิ่ม ต้องแก้โจทย์ที่รวมการตัดสินใจใช้สิทธิด้วย
ทดลองต่อด้วย Python
ดาวน์โหลด Notebook บท Black-Scholes Model เพื่อคำนวณ Call/Put และ Greeks ตรวจ put–call parity ประมาณราคาด้วย Monte Carlo ภายใต้ ℚ และเปรียบเทียบ discrete Delta hedge บน Brownian path เดียวกัน โค้ดใช้ Python standard library พร้อม seed และผลการรัน
อ่านประกอบ
- Martin Haugh, The Black-Scholes Model — เอกสารมหาวิทยาลัยสำหรับอ่านเรื่องพอร์ต self-financing, PDE และ risk-neutral valuation เพิ่มเติม
- MIT OpenCourseWare, Black–Scholes Formula & Risk-neutral Valuation — มุมมองสูตรราคาผ่านการแจกแจงและค่าเฉลี่ย
ตัวเลขและกราฟทดลองในบทนี้เป็นตัวอย่างสมมติที่คำนวณจากแบบจำลอง ไม่ใช่ข้อมูลราคาตลาด