Martingale Pricing — Black–Scholes อีกมุมหนึ่ง
ทำไมราคา Option จึงคำนวณจากค่าเฉลี่ยได้ และต้องเฉลี่ยภายใต้ความน่าจะเป็นแบบไหน?
ในบท Black–Scholes Model เราใช้ Delta hedge ตัดความเสี่ยงจากการขยับของหุ้น แล้วใช้ no-arbitrage สร้างสมการราคา บทนี้จะเดินเข้าหาผลลัพธ์เดียวกันผ่าน ความน่าจะเป็น โดยอธิบายว่าทำไมการคิดลด payoff คาดหมายจึงให้ราคาที่สอดคล้องกับพอร์ตเลียนแบบ
หัวใจคือการเลือกทั้ง หน่วยที่ใช้วัดมูลค่า และ มาตรวัดความน่าจะเป็น ให้สอดคล้องกัน เมื่อใช้บัญชีเงินสดเป็นหน่วยวัดและใช้มาตรวัด Q ที่เหมาะสม มูลค่าพอร์ตเลียนแบบจะเป็น martingale เราจึงถอยจาก payoff วันหมดอายุกลับมาหาราคาวันนี้ได้
อ่านโดยมีพื้นฐาน Itô’s lemma และ พอร์ต self-financing หากยังไม่คุ้นกับสัญลักษณ์ความน่าจะเป็น ให้เริ่มจากตัวอย่างสองสถานะและห้องทดลอง แล้วค่อยกลับมาอ่าน Girsanov ทุกตัวเลขในบทเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ราคาตลาดจริง
ค่าเฉลี่ยเดียวกัน แต่ใช้คนละน้ำหนัก
ทบทวนตัวอย่างหุ้น 100 ที่อีกหนึ่งวันเป็น 101 หรือ 99, Call มี strike 100 และดอกเบี้ย 0% ถ้าเชื่อว่าราคาขึ้นด้วยความน่าจะเป็นจริง p=0.6 จะได้ payoff คาดหมาย 0.6 แต่พอร์ตหุ้นครึ่งหน่วยกับเงินกู้ 49.5 เลียนแบบ payoff 1/0 ได้ด้วยต้นทุน 0.5
น้ำหนักสำหรับตั้งราคาจึงเป็น q=0.5 ซึ่งทำให้ราคาหุ้นคาดหมายเท่ากับ 100 และ payoff คาดหมายเท่ากับ 0.5 การเปลี่ยน p ไม่ได้เปลี่ยนต้นทุนพอร์ตที่ให้ผลลัพธ์เดียวกันทุกสถานะ ดูขั้นตอนใน Binomial Model
ในเวลาต่อเนื่อง เราเรียกมาตรวัดที่อธิบายความน่าจะเป็นจริงว่า P และมาตรวัดสำหรับตั้งราคาที่ใช้บัญชีเงินสดเป็นหน่วยวัดว่า Q ส่วน q ตัวเล็กยังหมายถึงน้ำหนักขึ้นในต้นไม้ Binomial ตามเดิม
| สิ่งที่ถาม | มาตรวัดที่ใช้ | สิ่งที่ได้ |
|---|---|---|
| ภายใต้แบบจำลองจริง หุ้นหรือ P&L มีโอกาสเป็นอย่างไร? | P | การคาดการณ์ การประเมินความเสี่ยง |
| payoff ที่เลียนแบบได้ควรมีราคาเท่าไร? | Q ที่สอดคล้องกับ numeraire | มูลค่าที่สอดคล้องกับ no-arbitrage |
Q ไม่ได้แปลว่าผู้ลงทุนทุกคนไม่กลัวความเสี่ยง และไม่ได้บอกให้แก้สมมติฐานผลตอบแทนจริงของหุ้นเป็น r
ตลาดเล็ก ๆ และข้อมูลที่รู้ ณ เวลา t
ให้ เป็นข้อมูลที่ทราบถึงเวลา t เช่น เส้นทางราคาที่เกิดขึ้นแล้ว ลำดับของชุดข้อมูลนี้เรียกว่า filtration กลยุทธ์ซื้อขายต้องใช้ข้อมูลที่มีอยู่ขณะตัดสินใจ ไม่ใช้ราคาที่จะเกิดในอนาคต
เริ่มด้วยหุ้นไม่มีปันผลและบัญชีเงินสด:
S คือราคาหุ้นต่อหน่วย, B คือมูลค่าบัญชีเงินสดเริ่มต้นหนึ่งหน่วย, r คือดอกเบี้ยทบต้นต่อเนื่องต่อปี, μ คืออัตราผลตอบแทนคาดหมายของหุ้นต่อปี และ σ คือ volatility ต่อรากปี เราวัดเวลาเป็นปี โดย เป็นเวลาที่เหลือจน Option หมดอายุ
สมมติให้ r, μ, σ คงที่, σ>0, ซื้อขายได้ต่อเนื่องและเป็นเศษหน่วยได้, short และกู้ยืมได้, ไม่มีค่าธรรมเนียมหรือข้อจำกัดสภาพคล่อง และตลาดไม่มี arbitrage ใช้ filtration ที่สร้างจาก Brownian motion แหล่งเดียว สำหรับส่วนขยายท้ายบทจะเปลี่ยนสมมติฐานบางข้ออย่างชัดเจน
สัญญา European จ่าย ที่เวลา T เช่น Call จ่าย โดย ค่า H เป็น payoff ยังไม่ได้หัก premium หรือดอกเบี้ยของเงินที่ใช้ซื้อ Option
Self-financing: เปลี่ยนจำนวนหุ้นได้ แต่เงินต้องมาจากในพอร์ต
ให้พอร์ตถือหุ้น หน่วย และบัญชีเงินสด หน่วย:
เงื่อนไข self-financing คือ
กำไรขาดทุนมาจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ เมื่อเพิ่มจำนวนหุ้น ต้องจ่ายด้วยเงินสดในพอร์ตหรือกู้เพิ่มในบัญชีเดียวกัน ตัวอย่างหุ้นราคา 100 เปลี่ยนจาก 0.50 เป็น 0.60 หน่วย ต้องนำเงินสด 10 ไปซื้อหุ้น มูลค่ารวม ณ ราคานั้นจึงไม่เพิ่มขึ้นเพราะการสับเปลี่ยน holdings
สมการนี้เป็น เงื่อนไขของกลยุทธ์ ไม่ใช่การหาอนุพันธ์ของ แล้วละทิ้งพจน์ โดยไม่มีเหตุผล ทดลองการปรับหุ้นกับเงินสดได้ใน ห้องทดลอง Delta hedge
Arbitrage ในกรอบนี้คือกลยุทธ์ที่เริ่มด้วย V₀=0, ปลายทางไม่ขาดทุนด้วยความน่าจะเป็นหนึ่ง และมีโอกาสบวกที่จะได้กำไร เราจำกัดกลยุทธ์ให้เป็น admissible เช่น มูลค่าหลังคิดลดมีขอบเขตล่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อไม่เปิดทางให้กลยุทธ์ทบเงินเดิมพันจนเป็นหนี้ได้ไม่จำกัด
ทำไมต้องหารราคาด้วยบัญชีเงินสด
ราคาหุ้น 100 วันนี้กับ 100 ปีหน้าไม่ใช่มูลค่า ณ เวลาเดียวกัน เราจึงเปลี่ยนหน่วยวัดเป็นจำนวนหน่วยบัญชีเงินสด:
ใช้ product rule โดย B ไม่มีส่วน Brownian จะได้
การ discount ลบส่วนเติบโต r ออก แต่ยังเหลือ drift μ−r จึงไม่ได้ทำให้หุ้นเป็น martingale ภายใต้ P โดยอัตโนมัติ
Martingale คือกระบวนการที่มีค่าคาดหมายสัมบูรณ์จำกัด และค่าคาดหมายในอนาคตเมื่อใช้ข้อมูลปัจจุบันเท่ากับค่าปัจจุบัน:
เส้นทางของ M ยังขึ้นลงได้มาก เงื่อนไขนี้พูดถึง ค่าเฉลี่ยแบบมีเงื่อนไข ภายใต้มาตรวัดที่ระบุ ไม่ได้หมายความว่าราคาแต่ละเส้นทางคงที่
ถ้า S₀=100, μ=12%, r=5% และเวลา 1 ปี:
เราจะหามาตรวัด Q ที่ทำให้ค่าเฉลี่ยหลังคิดลดเท่ากับ 100 ซึ่งเข้ากับการวัดด้วยบัญชีเงินสด
Girsanov: เปลี่ยนน้ำหนักของเส้นทาง
กำหนด market price of risk ในกรณีไม่มีปันผลเป็น
สำหรับค่าคงที่นี้ ให้ density process
Z คือ Radon–Nikodym density ที่ใช้ถ่วงน้ำหนักผลลัพธ์เดิม สำหรับตัวแปรสุ่ม X ที่เหมาะสม ณ เวลา T:
Z เป็นบวกและมีค่าเฉลี่ยหนึ่ง เหตุการณ์ที่มีโอกาสศูนย์จึงยังมีโอกาสศูนย์เหมือนกันทั้งสองมาตรวัด เราเรียก P กับ Q ว่า equivalent แต่น้ำหนักของเหตุการณ์ที่เป็นไปได้เปลี่ยนได้
ทฤษฎีบท Girsanov บอกว่า
เป็น Brownian motion ภายใต้ Q แทน ในสมการหุ้น:
ดังนั้น และ discounted GBM นี้เป็น Q-martingale เส้นทางที่อธิบายยังเป็นตัวแปรสุ่ม S เดิม เราเปลี่ยนมาตรวัดที่ใช้เฉลี่ย ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนจริงของหุ้นเปลี่ยนจาก μ เป็น r
ระวังเครื่องหมายและเงื่อนไข
ในบทนี้ Z ใช้เครื่องหมายลบหน้า θW ส่วน Wᴽ ใช้เครื่องหมายบวกหน้า θt ถ้าเปลี่ยนนิยาม θ เป็น (r−μ)/σ ต้องเปลี่ยนเครื่องหมายทั้งคู่ให้สอดคล้องกัน
ถ้า θ เปลี่ยนตามเวลาและสถานะ จะใช้
เงื่อนไข Novikov
เป็นเงื่อนไข เพียงพอ ให้ Z เป็น true martingale สำหรับ θ คงที่และ T จำกัด ตรวจได้ทันที แต่ Novikov ไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นในทุกกรณี และการเห็นว่า SDE ไม่มี drift เพียงอย่างเดียวยังไม่รับประกัน true martingale ของกระบวนการทั่วไป
จากพอร์ตเลียนแบบสู่ Fundamental Asset Pricing Formula
ให้ สำหรับพอร์ต self-financing เมื่อไม่มีปันผล:
สำหรับพอร์ตเลียนแบบที่ stochastic integral นี้เป็น true martingale เช่น มีเงื่อนไข square-integrability ที่เหมาะสม เราใช้ค่าคาดหมายแบบมีเงื่อนไขได้ ถ้าพอร์ตจ่าย H ที่เวลา T จะได้
นี่คือราคาพอร์ตที่เลียนแบบ payoff ได้ ถ้า Option ราคาไม่เท่ากับพอร์ต เราซื้อด้านที่ถูกและขายด้านที่แพง ผลตอบแทนปลายทางหักล้างกัน เหลือส่วนต่างที่ขัดกับ no-arbitrage ภายใต้สมมติฐานตลาดที่ใช้
ทำไมราคานี้มีเพียงค่าเดียวใน Black–Scholes
ในแบบจำลองนี้ Brownian motion มีแหล่งเดียวและหุ้นมี σ≠0 ภายใต้ Brownian filtration และเงื่อนไข integrability ที่เหมาะสม martingale representation ทำให้แปลง discounted payoff เป็นการถือหุ้นกับเงินสดได้ ตลาดจึง complete สำหรับกลุ่ม claims ที่พิจารณา และ Q ของ numeraire นี้มีเพียงมาตรวัดเดียว
ตลาดที่มีแหล่งเสี่ยงซึ่งซื้อขายเพื่อ hedge ไม่ได้อาจมีหลาย Q ที่สอดคล้องกับ no-arbitrage ความไม่มี arbitrage เพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ให้ราคาเดียวสำหรับทุกสัญญาในทุกแบบจำลอง
ลองเฉลี่ยภายใต้ P, Q และ P ที่ถ่วงน้ำหนัก
ห้องทดลองใช้หุ้นไม่มีปันผล S₀=K=100 และจำลองราคาปลายงวด GBM แบบ exact วิธีแรกเฉลี่ย payoff ภายใต้ P แล้ว discount ด้วย r; วิธีที่สองจำลองภายใต้ Q โดยตรง; วิธีที่สามใช้เส้นทาง P แล้วคูณ Z ก่อนเฉลี่ย
ตัวประมาณนี้หารด้วย n ไม่ใช่ผลรวมน้ำหนัก เพราะ Z มี normalization ตามทฤษฎีอยู่แล้ว ในตัวอย่างจำกัด ค่าเฉลี่ย Z อาจไม่เท่ากับหนึ่งพอดี
ลองเปลี่ยน μ โดยคง r, σ และ T ไว้ ราคา analytic ภายใต้ Q ต้องไม่เปลี่ยน แต่ payoff คาดหมายภายใต้ P และน้ำหนัก Z เปลี่ยนได้ จากนั้นปรับ σ และดูว่าราคา Option เปลี่ยนอย่างไร
Standard error (SE) ที่แสดงวัดความคลาดเคลื่อนจากจำนวนตัวอย่าง ค่า Monte Carlo สองวิธีไม่จำเป็นต้องตรงกันพอดี และการเปลี่ยน μ อาจทำให้วิธีถ่วงน้ำหนักมีความแปรปรวนสูงขึ้น แม้คำตอบเชิงทฤษฎีเท่าเดิม การเพิ่มจำนวนตัวอย่างไม่ช่วยแก้ model error
กลับมาถึงสูตร Call ผ่าน Lognormal
ภายใต้ Q และเมื่อทราบ Sₜ ราคาปลายงวดเขียนเป็น
กำหนด เป็น CDF ของ Standard Normal และ เป็น density ตั้ง
Call มี payoff เมื่อ ξ>−d₂ เราจึงแยกค่าเฉลี่ยได้เป็น
พจน์ที่สองให้ ส่วนพจน์แรกใช้การ complete the square:
เมื่อเลื่อนขอบเขตอินทิกรัลจาก −d₂ ไปเป็น −d₁ จะได้
Put ได้จาก put–call parity:
สำหรับ S=K=100, r=5%, σ=20% และ τ=1 ปี ได้ d₁=0.35, d₂=0.15, Call≈10.4506 และ Put≈5.5735 ต่อหนึ่งหน่วยหุ้น สอดคล้องกับบท Black–Scholes เดิม
ทำไม Φ(d₁) กับ Φ(d₂) จึงเป็นคนละความน่าจะเป็น
จากนิยามข้างต้น แต่ ไม่ใช่ความน่าจะเป็นเดียวกันภายใต้ Q
เลือกหุ้นไม่มีปันผลเป็น numeraire แทนบัญชีเงินสด เราจะได้มาตรวัด ที่มี density เทียบกับ Q:
เส้นทางที่หุ้นมีมูลค่าสูงได้รับน้ำหนักมากขึ้นภายใต้มาตรวัดนี้ และ
Call จึงเขียนได้เป็น สองพจน์ใช้น้ำหนักคนละมาตรวัด แต่รวมกันเป็นราคาในหน่วยเงินเดียวกัน
| สัญญา | Payoff | ราคาวันนี้ เมื่อไม่มีปันผล |
|---|---|---|
| Cash-or-nothing Call จ่ายเงิน 1 | ||
| Asset-or-nothing Call จ่ายหุ้น 1 หน่วย | ||
| Vanilla Call | Asset binary − K × Cash binary |
ตัวอย่างเดิมให้ Φ(d₂)≈0.5596 และ Φ(d₁)≈0.6368 ราคา asset binary≈63.6831 ส่วน K เท่าของ cash binary≈53.2325 ผลต่างคือ Call≈10.4506 การนำ Φ(d₁) ไปเรียกว่าโอกาสใช้สิทธิภายใต้ Q หรือ P โดยไม่ระบุมาตรวัดจึงคลาดเคลื่อน
สูตรทั่วไปสำหรับ numeraire N คือ
N ต้องเป็นสินทรัพย์หรือพอร์ต self-financing ที่ซื้อขายได้และเป็นบวกอย่างเคร่งครัด พร้อมเงื่อนไขให้การเปลี่ยนมาตรวัดถูกต้อง ไม่ใช่เลือกกระบวนการบวกใด ๆ มาหารราคาแล้วอ้างสูตรนี้ได้ทันที
Feynman–Kac เชื่อมค่าเฉลี่ยกับ PDE
ให้ X ภายใต้ มาตรวัดเดียวกับที่ใช้คาดหมาย มี dynamics ภายใต้เงื่อนไขความเรียบ การเติบโต และ integrability ที่เหมาะสม ฟังก์ชัน
สัมพันธ์กับสมการ
ใน Black–Scholes ภายใต้ Q ใช้ a=rS, b=σS, c=r จึงได้
สมการตรงกับที่ได้จาก Delta hedge แต่ Feynman–Kac ไม่ได้เลือก Q ให้เรา ถ้าใส่ drift μ ภายใต้ P จะได้สมการสำหรับค่าคาดหมายภายใต้ P การได้ pricing measure ต้องมาจากเงื่อนไขตลาดและ no-arbitrage ก่อน
วิธีความน่าจะเป็นยังให้ข้อมูล hedge ได้ เมื่อหาฟังก์ชัน V แล้วใช้ Itô เปรียบเทียบส่วน Brownian จะได้ เหมือนเดิม วิธี PDE, Monte Carlo และสูตร analytic จึงเป็นเครื่องมือคำนวณที่เชื่อมกันภายใต้แบบจำลองเดียวกัน
หุ้นจ่ายปันผล: ต้องนับผลตอบแทนรวม
ให้ D เป็น continuous dividend yield ต่อปี ไม่ใช่เงินปันผลก้อนคงที่ และใช้ D แทน q เพื่อไม่ให้สับสนกับน้ำหนัก Binomial ในส่วนนี้กำหนด μ เป็น expected total return ภายใต้ P:
ภายใต้ Q drift ของราคาหุ้นที่ไม่รวมปันผลเป็น r−D:
ตอนนี้ S/B เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ Q-martingale เมื่อ D≠0 สิ่งที่เป็น martingale คือ discounted gains ซึ่งรวมปันผล:
หรือใช้มูลค่าพอร์ตที่นำปันผลกลับไปลงทุนในหุ้น แล้วหารด้วย Bₜ เมื่อ D คงที่ จึงต้องระวังว่ากำลังใช้ ex-dividend price หรือ total-return asset เป็น numeraire
สูตรราคากลายเป็น
ตัวอย่างเดิมเพิ่ม D=2% ได้ Call≈9.2270 และ Put≈6.3301 โดย สมมติฐาน continuous yield นี้ไม่ใช่แบบจำลองปันผลเงินสดก้อนที่จ่ายตามวัน ex-dividend
พารามิเตอร์เปลี่ยนตามเวลา: รวม variance ก่อนถอดราก
ถ้า r(u), D(u), σ(u) เป็นฟังก์ชันเวลา ที่ทราบแน่นอน ให้
Y คือ yield สะสม ส่วน A คือความแปรปรวนสะสมของ log return ไม่ใช่ volatility เฉลี่ย ภายใต้ Q:
จึงได้
สูตรนี้เขียนสำหรับ A>0 ถ้า A=0 payoff ไม่สุ่มภายใต้ Q และราคา Call คือ
ตัวอย่างครึ่งปีแรก r=4%, D=1%, σ=10% และครึ่งปีหลัง r=6%, D=3%, σ=30%:
Volatility เทียบเท่าหนึ่งปีคือ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยเลขคณิต 20% เพราะสิ่งที่บวกข้ามเวลาคือ variance ตัวอย่างนี้คำนวณราคาและตรวจ parity ได้ใน Notebook
ถ้า σ หรือ r เป็นตัวแปรสุ่ม สูตรที่แทนด้วยอินทิกรัล deterministic นี้ใช้ไม่ได้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะดอกเบี้ยสุ่ม ตัว discount factor ต้องอยู่ในค่าคาดหมายตามกรอบที่ใช้
Black–76: Option บนราคา Futures
แยกเวลาสองตัวให้ชัด: T คือวันหมดอายุ Option และ U≥T คือวันครบกำหนด Futures ที่ Option อ้างอิง ให้ เป็นราคา Futures ณ เวลา t สัญญา European Call จ่าย ณ เวลา T
ในแบบจำลองอัตราดอกเบี้ย deterministic และหุ้นที่ใช้ cost-of-carry ได้ ราคา forward กับ futures ตรงกัน ถ้าไม่มีปันผลและ r คงที่จะได้ หากมีปันผลต่อเนื่องคงที่ ใช้ r−D แทน r
ภายใต้ Q สมมติ Futures เป็น lognormal:
Futures price ไม่มี drift rF ในสมการนี้ F เป็นราคาอ้างอิง ไม่ใช่มูลค่าทั้งก้อนที่จ่ายเพื่อซื้อสัญญา Futures กำไรขาดทุนจาก Futures เข้าบัญชีผ่าน settlement การตั้งพอร์ตต้องรวมเงินสดและ margin cash flows อย่างถูกต้อง
สำหรับสูตรถัดไปให้ r และ σF คงที่ พิจารณา European Option แบบชำระ premium ล่วงหน้าและจ่าย payoff ที่ T:
เรียกว่า Black–76 เวลาในสูตรคือ τ=T−t ส่วน U มีผลต่อราคา Futures และ volatility ของสัญญาที่เลือก ไม่ได้นำ U−t มาแทนเวลาหมดอายุ Option
ถ้า F=K=100, r=5%, σF=20%, τ=1 ราคา Call และ Put เท่ากันประมาณ 7.5771 และ parity คือ สมมติฐานนี้ไม่ครอบคลุม Futures ราคาติดลบหรือรูปแบบ Option ที่ settle ต่างออกไป ส่วนดอกเบี้ยสุ่มอาจทำให้ราคา futures ต่างจาก forward
ลองสลับจาก Spot เป็น Futures โดยคงราคาอ้างอิง 100, strike 100 และพารามิเตอร์อื่นไว้ ค่า 100 ในสองโหมดเป็นคนละปริมาณ จึงไม่ควรคาดว่าราคาจะเท่ากัน ถ้าต้องการตรวจความเทียบเท่ากรณีส่งมอบที่วันหมดอายุ Option ให้ตั้ง แล้วเทียบสูตรภายใต้สมมติฐานเดียวกัน
ลองตรวจความเข้าใจ
- ถ้าเพิ่ม μ จาก 8% เป็น 12% โดยคง S, K, r, σ และ T ไว้ ราคา Black–Scholes เปลี่ยนหรือไม่? แล้ว payoff คาดหมายภายใต้ P ล่ะ?
- S/B เป็น martingale ภายใต้ Q เมื่อหุ้นจ่าย continuous yield D=2% หรือไม่? ต้องเพิ่มอะไรเข้าไป?
- Φ(d₁) และ Φ(d₂) ต่างกันเพราะอะไร? ทั้งสองเป็นโอกาสที่หุ้นขึ้นภายใต้ P หรือไม่?
- σ เท่ากับ 10% ครึ่งปีและ 30% อีกครึ่งปี ให้ volatility หนึ่งปีเท่าไร?
- Option หมดอายุใน 3 เดือน อ้างอิง Futures ครบกำหนดใน 9 เดือน ใช้ τ เท่าไรใน Black–76?
เปิดแนวคำตอบ
- ราคา Q ไม่เปลี่ยน ส่วน payoff คาดหมายของ Call ภายใต้ P เพิ่มใน GBM นี้เมื่อ μ เพิ่ม
- ไม่ใช่ ต้องใช้ discounted total gains หรือพอร์ตที่นำปันผลกลับมาลงทุนแล้ว discount
- Φ(d₂) เป็นโอกาสจบ in-the-money ภายใต้ cash-account measure Q ส่วน Φ(d₁) ใช้ stock measure Qˢ ในกรณีไม่มีปันผล ทั้งคู่ไม่ใช่ความน่าจะเป็นจริง P โดยทั่วไป
- หรือประมาณ 22.3607% ต่อรากปี
- τ=0.25 ปี ใช้ราคา Futures ของสัญญาอายุ 9 เดือนเป็น F ปัจจุบัน ส่วน volatility ต้องตรงกับ Futures นั้นและช่วง 3 เดือนของ Option
ทดลองต่อและแหล่งอ่านประกอบ
ดาวน์โหลด Python Notebook เพื่อรันการเปลี่ยนมาตรวัด, Monte Carlo สองวิธี, cash/asset binary, พารามิเตอร์สองช่วง และ Black–76 ตัวอย่างใช้ seed ที่ระบุไว้และ Python standard library ผลสุ่มของ Python กับ JavaScript ไม่จำเป็นต้องตรงกัน แต่ต้องสอดคล้องกับสูตรและขอบเขต sampling error
บทนี้เรียบเรียงใหม่จากเอกสารประกอบการเรียน Martingales Theory: Application to Option Pricing — Black-Scholes All Over Again ของ CQF ที่ผู้ใช้ให้มา พร้อมตรวจสมการและคำนวณตัวอย่างใหม่ รายละเอียดแหล่งที่มา ขอบเขตหน้า และจุดที่ปรับแก้เก็บใน บันทึกที่มา โดยไม่เผยแพร่ PDF หรือภาพหน้าต้นฉบับ
อ่านกรอบ risk-neutral valuation และปันผลเพิ่มใน Martin Haugh — The Black-Scholes Model และศึกษาทฤษฎีการเปลี่ยนมาตรวัดใน Gregory F. Lawler — Stochastic Calculus: An Introduction with Applications หัวข้อ Girsanov’s Theorem สูตรในบทขึ้นกับสมมติฐานการเลียนแบบและแบบจำลอง ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าความเสี่ยงทุกชนิดในตลาดจริงป้องกันได้หมด