Quantitative Finance Notes
Quantitative Finance Notes

Martingale Pricing — Black–Scholes อีกมุมหนึ่ง

ทำไมราคา Option จึงคำนวณจากค่าเฉลี่ยได้ และต้องเฉลี่ยภายใต้ความน่าจะเป็นแบบไหน?

ในบท Black–Scholes Model เราใช้ Delta hedge ตัดความเสี่ยงจากการขยับของหุ้น แล้วใช้ no-arbitrage สร้างสมการราคา บทนี้จะเดินเข้าหาผลลัพธ์เดียวกันผ่าน ความน่าจะเป็น โดยอธิบายว่าทำไมการคิดลด payoff คาดหมายจึงให้ราคาที่สอดคล้องกับพอร์ตเลียนแบบ

หัวใจคือการเลือกทั้ง หน่วยที่ใช้วัดมูลค่า และ มาตรวัดความน่าจะเป็น ให้สอดคล้องกัน เมื่อใช้บัญชีเงินสดเป็นหน่วยวัดและใช้มาตรวัด Q ที่เหมาะสม มูลค่าพอร์ตเลียนแบบจะเป็น martingale เราจึงถอยจาก payoff วันหมดอายุกลับมาหาราคาวันนี้ได้

อ่านโดยมีพื้นฐาน Itô’s lemma และ พอร์ต self-financing หากยังไม่คุ้นกับสัญลักษณ์ความน่าจะเป็น ให้เริ่มจากตัวอย่างสองสถานะและห้องทดลอง แล้วค่อยกลับมาอ่าน Girsanov ทุกตัวเลขในบทเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ราคาตลาดจริง

ค่าเฉลี่ยเดียวกัน แต่ใช้คนละน้ำหนัก

ทบทวนตัวอย่างหุ้น 100 ที่อีกหนึ่งวันเป็น 101 หรือ 99, Call มี strike 100 และดอกเบี้ย 0% ถ้าเชื่อว่าราคาขึ้นด้วยความน่าจะเป็นจริง p=0.6 จะได้ payoff คาดหมาย 0.6 แต่พอร์ตหุ้นครึ่งหน่วยกับเงินกู้ 49.5 เลียนแบบ payoff 1/0 ได้ด้วยต้นทุน 0.5

V0=0.5(100)−49.5=0.5,VT=0.5ST−49.5∈{1,0}.V_0=0.5(100)-49.5=0.5,\qquad V_T=0.5S_T-49.5\in\{1,0\}.

น้ำหนักสำหรับตั้งราคาจึงเป็น q=0.5 ซึ่งทำให้ราคาหุ้นคาดหมายเท่ากับ 100 และ payoff คาดหมายเท่ากับ 0.5 การเปลี่ยน p ไม่ได้เปลี่ยนต้นทุนพอร์ตที่ให้ผลลัพธ์เดียวกันทุกสถานะ ดูขั้นตอนใน Binomial Model

ในเวลาต่อเนื่อง เราเรียกมาตรวัดที่อธิบายความน่าจะเป็นจริงว่า P และมาตรวัดสำหรับตั้งราคาที่ใช้บัญชีเงินสดเป็นหน่วยวัดว่า Q ส่วน q ตัวเล็กยังหมายถึงน้ำหนักขึ้นในต้นไม้ Binomial ตามเดิม

สิ่งที่ถาม มาตรวัดที่ใช้ สิ่งที่ได้
ภายใต้แบบจำลองจริง หุ้นหรือ P&L มีโอกาสเป็นอย่างไร? P การคาดการณ์ การประเมินความเสี่ยง
payoff ที่เลียนแบบได้ควรมีราคาเท่าไร? Q ที่สอดคล้องกับ numeraire มูลค่าที่สอดคล้องกับ no-arbitrage

Q ไม่ได้แปลว่าผู้ลงทุนทุกคนไม่กลัวความเสี่ยง และไม่ได้บอกให้แก้สมมติฐานผลตอบแทนจริงของหุ้นเป็น r

ตลาดเล็ก ๆ และข้อมูลที่รู้ ณ เวลา t

ให้ Ft\mathcal F_t เป็นข้อมูลที่ทราบถึงเวลา t เช่น เส้นทางราคาที่เกิดขึ้นแล้ว ลำดับของชุดข้อมูลนี้เรียกว่า filtration กลยุทธ์ซื้อขายต้องใช้ข้อมูลที่มีอยู่ขณะตัดสินใจ ไม่ใช้ราคาที่จะเกิดในอนาคต

เริ่มด้วยหุ้นไม่มีปันผลและบัญชีเงินสด:

dBt=rBt dt,B0=1,Bt=ert,dB_t=rB_t\,dt,\quad B_0=1,\quad B_t=e^{rt},
dSt=μSt dt+σSt dWtP.dS_t=\mu S_t\,dt+\sigma S_t\,dW_t^{P}.

S คือราคาหุ้นต่อหน่วย, B คือมูลค่าบัญชีเงินสดเริ่มต้นหนึ่งหน่วย, r คือดอกเบี้ยทบต้นต่อเนื่องต่อปี, μ คืออัตราผลตอบแทนคาดหมายของหุ้นต่อปี และ σ คือ volatility ต่อรากปี เราวัดเวลาเป็นปี โดย τ=T−t\tau=T-t เป็นเวลาที่เหลือจน Option หมดอายุ

สมมติให้ r, μ, σ คงที่, σ>0, ซื้อขายได้ต่อเนื่องและเป็นเศษหน่วยได้, short และกู้ยืมได้, ไม่มีค่าธรรมเนียมหรือข้อจำกัดสภาพคล่อง และตลาดไม่มี arbitrage ใช้ filtration ที่สร้างจาก Brownian motion แหล่งเดียว สำหรับส่วนขยายท้ายบทจะเปลี่ยนสมมติฐานบางข้ออย่างชัดเจน

สัญญา European จ่าย H=G(ST)H=G(S_T) ที่เวลา T เช่น Call จ่าย (ST−K)+(S_T-K)^+ โดย x+=max⁡(x,0)x^+=\max(x,0) ค่า H เป็น payoff ยังไม่ได้หัก premium หรือดอกเบี้ยของเงินที่ใช้ซื้อ Option

Self-financing: เปลี่ยนจำนวนหุ้นได้ แต่เงินต้องมาจากในพอร์ต

ให้พอร์ตถือหุ้น Δt\Delta_t หน่วย และบัญชีเงินสด βt\beta_t หน่วย:

Vt=ΔtSt+βtBt.V_t=\Delta_t S_t+\beta_t B_t.

เงื่อนไข self-financing คือ

dVt=Δt dSt+βt dBt.dV_t=\Delta_t\,dS_t+\beta_t\,dB_t.

กำไรขาดทุนมาจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ เมื่อเพิ่มจำนวนหุ้น ต้องจ่ายด้วยเงินสดในพอร์ตหรือกู้เพิ่มในบัญชีเดียวกัน ตัวอย่างหุ้นราคา 100 เปลี่ยนจาก 0.50 เป็น 0.60 หน่วย ต้องนำเงินสด 10 ไปซื้อหุ้น มูลค่ารวม ณ ราคานั้นจึงไม่เพิ่มขึ้นเพราะการสับเปลี่ยน holdings

สมการนี้เป็น เงื่อนไขของกลยุทธ์ ไม่ใช่การหาอนุพันธ์ของ ΔtSt\Delta_tS_t แล้วละทิ้งพจน์ dΔtd\Delta_t โดยไม่มีเหตุผล ทดลองการปรับหุ้นกับเงินสดได้ใน ห้องทดลอง Delta hedge

Arbitrage ในกรอบนี้คือกลยุทธ์ที่เริ่มด้วย V₀=0, ปลายทางไม่ขาดทุนด้วยความน่าจะเป็นหนึ่ง และมีโอกาสบวกที่จะได้กำไร เราจำกัดกลยุทธ์ให้เป็น admissible เช่น มูลค่าหลังคิดลดมีขอบเขตล่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อไม่เปิดทางให้กลยุทธ์ทบเงินเดิมพันจนเป็นหนี้ได้ไม่จำกัด

ทำไมต้องหารราคาด้วยบัญชีเงินสด

ราคาหุ้น 100 วันนี้กับ 100 ปีหน้าไม่ใช่มูลค่า ณ เวลาเดียวกัน เราจึงเปลี่ยนหน่วยวัดเป็นจำนวนหน่วยบัญชีเงินสด:

S~t=StBt=e−rtSt.\widetilde S_t=\frac{S_t}{B_t}=e^{-rt}S_t.

ใช้ product rule โดย B ไม่มีส่วน Brownian จะได้

dS~t=(μ−r)S~t dt+σS~t dWtP.d\widetilde S_t=(\mu-r)\widetilde S_t\,dt+ \sigma\widetilde S_t\,dW_t^{P}.

การ discount ลบส่วนเติบโต r ออก แต่ยังเหลือ drift μ−r จึงไม่ได้ทำให้หุ้นเป็น martingale ภายใต้ P โดยอัตโนมัติ

Martingale คือกระบวนการที่มีค่าคาดหมายสัมบูรณ์จำกัด และค่าคาดหมายในอนาคตเมื่อใช้ข้อมูลปัจจุบันเท่ากับค่าปัจจุบัน:

EQ[Mu∣Ft]=Mt,u≥t.\mathbb E^{Q}[M_u\mid\mathcal F_t]=M_t,\qquad u\ge t.

เส้นทางของ M ยังขึ้นลงได้มาก เงื่อนไขนี้พูดถึง ค่าเฉลี่ยแบบมีเงื่อนไข ภายใต้มาตรวัดที่ระบุ ไม่ได้หมายความว่าราคาแต่ละเส้นทางคงที่

ถ้า S₀=100, μ=12%, r=5% และเวลา 1 ปี:

EP[e−rTST]=100e0.07≈107.2508.\mathbb E^{P}[e^{-rT}S_T]=100e^{0.07}\approx107.2508.

เราจะหามาตรวัด Q ที่ทำให้ค่าเฉลี่ยหลังคิดลดเท่ากับ 100 ซึ่งเข้ากับการวัดด้วยบัญชีเงินสด

Girsanov: เปลี่ยนน้ำหนักของเส้นทาง

กำหนด market price of risk ในกรณีไม่มีปันผลเป็น

θ=μ−rσ.\theta=\frac{\mu-r}{\sigma}.

สำหรับค่าคงที่นี้ ให้ density process

Zt=exp⁡(−θWtP−12θ2t),dQdP∣Ft=Zt.Z_t=\exp\left(-\theta W_t^{P}-\frac12\theta^2t\right),\qquad \left.\frac{dQ}{dP}\right|_{\mathcal F_t}=Z_t.

Z คือ Radon–Nikodym density ที่ใช้ถ่วงน้ำหนักผลลัพธ์เดิม สำหรับตัวแปรสุ่ม X ที่เหมาะสม ณ เวลา T:

EQ[X]=EP[ZTX].\mathbb E^{Q}[X]=\mathbb E^{P}[Z_TX].

Z เป็นบวกและมีค่าเฉลี่ยหนึ่ง เหตุการณ์ที่มีโอกาสศูนย์จึงยังมีโอกาสศูนย์เหมือนกันทั้งสองมาตรวัด เราเรียก P กับ Q ว่า equivalent แต่น้ำหนักของเหตุการณ์ที่เป็นไปได้เปลี่ยนได้

ทฤษฎีบท Girsanov บอกว่า

WtQ=WtP+θtW_t^{Q}=W_t^{P}+\theta t

เป็น Brownian motion ภายใต้ Q แทน dWtP=dWtQ−θdtdW_t^{P}=dW_t^{Q}-\theta dt ในสมการหุ้น:

dSt=(μ−σθ)St dt+σSt dWtQ=rSt dt+σSt dWtQ.dS_t=(\mu-\sigma\theta)S_t\,dt+\sigma S_t\,dW_t^{Q} =rS_t\,dt+\sigma S_t\,dW_t^{Q}.

ดังนั้น dS~t=σS~t dWtQd\widetilde S_t=\sigma\widetilde S_t\,dW_t^{Q} และ discounted GBM นี้เป็น Q-martingale เส้นทางที่อธิบายยังเป็นตัวแปรสุ่ม S เดิม เราเปลี่ยนมาตรวัดที่ใช้เฉลี่ย ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนจริงของหุ้นเปลี่ยนจาก μ เป็น r

ระวังเครื่องหมายและเงื่อนไข

ในบทนี้ Z ใช้เครื่องหมายลบหน้า θW ส่วน Wᴽ ใช้เครื่องหมายบวกหน้า θt ถ้าเปลี่ยนนิยาม θ เป็น (r−μ)/σ ต้องเปลี่ยนเครื่องหมายทั้งคู่ให้สอดคล้องกัน

ถ้า θ เปลี่ยนตามเวลาและสถานะ จะใช้

Zt=exp⁡(−∫0tθu dWuP−12∫0tθu2 du).Z_t=\exp\left(-\int_0^t\theta_u\,dW_u^{P} -\frac12\int_0^t\theta_u^2\,du\right).

เงื่อนไข Novikov

EP[exp⁡(12∫0Tθu2 du)]<∞\mathbb E^{P}\left[\exp\left(\frac12\int_0^T\theta_u^2\,du\right)\right]<\infty

เป็นเงื่อนไข เพียงพอ ให้ Z เป็น true martingale สำหรับ θ คงที่และ T จำกัด ตรวจได้ทันที แต่ Novikov ไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นในทุกกรณี และการเห็นว่า SDE ไม่มี drift เพียงอย่างเดียวยังไม่รับประกัน true martingale ของกระบวนการทั่วไป

จากพอร์ตเลียนแบบสู่ Fundamental Asset Pricing Formula

ให้ V~t=Vt/Bt\widetilde V_t=V_t/B_t สำหรับพอร์ต self-financing เมื่อไม่มีปันผล:

dV~t=Δt dS~t=ΔtσS~t dWtQ.d\widetilde V_t=\Delta_t\,d\widetilde S_t =\Delta_t\sigma\widetilde S_t\,dW_t^{Q}.

สำหรับพอร์ตเลียนแบบที่ stochastic integral นี้เป็น true martingale เช่น มีเงื่อนไข square-integrability ที่เหมาะสม เราใช้ค่าคาดหมายแบบมีเงื่อนไขได้ ถ้าพอร์ตจ่าย H ที่เวลา T จะได้

VtBt=EQ[HBT∣Ft],Vt=e−r(T−t)EQ[H∣Ft].\frac{V_t}{B_t}=\mathbb E^{Q}\left[\frac{H}{B_T}\mid\mathcal F_t\right], \qquad \boxed{V_t=e^{-r(T-t)}\mathbb E^{Q}[H\mid\mathcal F_t]}.

นี่คือราคาพอร์ตที่เลียนแบบ payoff ได้ ถ้า Option ราคาไม่เท่ากับพอร์ต เราซื้อด้านที่ถูกและขายด้านที่แพง ผลตอบแทนปลายทางหักล้างกัน เหลือส่วนต่างที่ขัดกับ no-arbitrage ภายใต้สมมติฐานตลาดที่ใช้

ทำไมราคานี้มีเพียงค่าเดียวใน Black–Scholes

ในแบบจำลองนี้ Brownian motion มีแหล่งเดียวและหุ้นมี σ≠0 ภายใต้ Brownian filtration และเงื่อนไข integrability ที่เหมาะสม martingale representation ทำให้แปลง discounted payoff เป็นการถือหุ้นกับเงินสดได้ ตลาดจึง complete สำหรับกลุ่ม claims ที่พิจารณา และ Q ของ numeraire นี้มีเพียงมาตรวัดเดียว

ตลาดที่มีแหล่งเสี่ยงซึ่งซื้อขายเพื่อ hedge ไม่ได้อาจมีหลาย Q ที่สอดคล้องกับ no-arbitrage ความไม่มี arbitrage เพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ให้ราคาเดียวสำหรับทุกสัญญาในทุกแบบจำลอง

ลองเฉลี่ยภายใต้ P, Q และ P ที่ถ่วงน้ำหนัก

ห้องทดลองใช้หุ้นไม่มีปันผล S₀=K=100 และจำลองราคาปลายงวด GBM แบบ exact วิธีแรกเฉลี่ย payoff ภายใต้ P แล้ว discount ด้วย r; วิธีที่สองจำลองภายใต้ Q โดยตรง; วิธีที่สามใช้เส้นทาง P แล้วคูณ Z ก่อนเฉลี่ย

V^P→Q=1n∑i=1ne−rTZT(i)(STP,(i)−K)+.\widehat V_{P\to Q}=\frac1n\sum_{i=1}^{n} e^{-rT}Z_T^{(i)}(S_T^{P,(i)}-K)^+.

ตัวประมาณนี้หารด้วย n ไม่ใช่ผลรวมน้ำหนัก เพราะ Z มี normalization ตามทฤษฎีอยู่แล้ว ในตัวอย่างจำกัด ค่าเฉลี่ย Z อาจไม่เท่ากับหนึ่งพอดี

ลองเปลี่ยน μ โดยคง r, σ และ T ไว้ ราคา analytic ภายใต้ Q ต้องไม่เปลี่ยน แต่ payoff คาดหมายภายใต้ P และน้ำหนัก Z เปลี่ยนได้ จากนั้นปรับ σ และดูว่าราคา Option เปลี่ยนอย่างไร

Standard error (SE) ที่แสดงวัดความคลาดเคลื่อนจากจำนวนตัวอย่าง ค่า Monte Carlo สองวิธีไม่จำเป็นต้องตรงกันพอดี และการเปลี่ยน μ อาจทำให้วิธีถ่วงน้ำหนักมีความแปรปรวนสูงขึ้น แม้คำตอบเชิงทฤษฎีเท่าเดิม การเพิ่มจำนวนตัวอย่างไม่ช่วยแก้ model error

กลับมาถึงสูตร Call ผ่าน Lognormal

ภายใต้ Q และเมื่อทราบ Sₜ ราคาปลายงวดเขียนเป็น

ST=Stexp⁡[(r−12σ2)τ+στ ξ],ξ∼N(0,1).S_T=S_t\exp\left[\left(r-\frac12\sigma^2\right)\tau +\sigma\sqrt\tau\,\xi\right],\qquad \xi\sim N(0,1).

กำหนด Φ\Phi เป็น CDF ของ Standard Normal และ φ\varphi เป็น density ตั้ง

d2=log⁡(St/K)+(r−12σ2)τστ,d1=d2+στ.d_2=\frac{\log(S_t/K)+(r-\tfrac12\sigma^2)\tau}{\sigma\sqrt\tau}, \qquad d_1=d_2+\sigma\sqrt\tau.

Call มี payoff เมื่อ ξ>−d₂ เราจึงแยกค่าเฉลี่ยได้เป็น

Ct=e−rτEQ[ST1{ST>K}∣Ft]−Ke−rτQ(ST>K∣Ft).C_t=e^{-r\tau}\mathbb E^Q[S_T\mathbf1_{\{S_T>K\}}\mid\mathcal F_t] -Ke^{-r\tau}Q(S_T>K\mid\mathcal F_t).

พจน์ที่สองให้ Ke−rτΦ(d2)Ke^{-r\tau}\Phi(d_2) ส่วนพจน์แรกใช้การ complete the square:

e−σ2τ/2+στzφ(z)=φ(z−στ).e^{-\sigma^2\tau/2+\sigma\sqrt\tau z}\varphi(z) =\varphi(z-\sigma\sqrt\tau).

เมื่อเลื่อนขอบเขตอินทิกรัลจาก −d₂ ไปเป็น −d₁ จะได้

Ct=StΦ(d1)−Ke−rτΦ(d2).\boxed{C_t=S_t\Phi(d_1)-Ke^{-r\tau}\Phi(d_2)}.

Put ได้จาก put–call parity:

Pt=Ke−rτΦ(−d2)−StΦ(−d1),Ct−Pt=St−Ke−rτ.P_t=Ke^{-r\tau}\Phi(-d_2)-S_t\Phi(-d_1),\qquad C_t-P_t=S_t-Ke^{-r\tau}.

สำหรับ S=K=100, r=5%, σ=20% และ τ=1 ปี ได้ d₁=0.35, d₂=0.15, Call≈10.4506 และ Put≈5.5735 ต่อหนึ่งหน่วยหุ้น สอดคล้องกับบท Black–Scholes เดิม

ทำไม Φ(d₁) กับ Φ(d₂) จึงเป็นคนละความน่าจะเป็น

จากนิยามข้างต้น Φ(d2)=Q(ST>K∣Ft)\Phi(d_2)=Q(S_T>K\mid\mathcal F_t) แต่ Φ(d1)\Phi(d_1) ไม่ใช่ความน่าจะเป็นเดียวกันภายใต้ Q

เลือกหุ้นไม่มีปันผลเป็น numeraire แทนบัญชีเงินสด เราจะได้มาตรวัด QSQ^S ที่มี density เทียบกับ Q:

dQSdQ∣Ft=St/BtS0/B0.\left.\frac{dQ^S}{dQ}\right|_{\mathcal F_t} =\frac{S_t/B_t}{S_0/B_0}.

เส้นทางที่หุ้นมีมูลค่าสูงได้รับน้ำหนักมากขึ้นภายใต้มาตรวัดนี้ และ

QS(ST>K∣Ft)=Φ(d1).Q^S(S_T>K\mid\mathcal F_t)=\Phi(d_1).

Call จึงเขียนได้เป็น StQS(ST>K∣Ft)−Ke−rτQ(ST>K∣Ft)S_t Q^S(S_T>K\mid\mathcal F_t)-Ke^{-r\tau}Q(S_T>K\mid\mathcal F_t) สองพจน์ใช้น้ำหนักคนละมาตรวัด แต่รวมกันเป็นราคาในหน่วยเงินเดียวกัน

สัญญา Payoff ราคาวันนี้ เมื่อไม่มีปันผล
Cash-or-nothing Call จ่ายเงิน 1 1{ST>K}\mathbf1_{\{S_T>K\}} e−rτΦ(d2)e^{-r\tau}\Phi(d_2)
Asset-or-nothing Call จ่ายหุ้น 1 หน่วย ST1{ST>K}S_T\mathbf1_{\{S_T>K\}} StΦ(d1)S_t\Phi(d_1)
Vanilla Call (ST−K)+(S_T-K)^+ Asset binary − K × Cash binary

ตัวอย่างเดิมให้ Φ(d₂)≈0.5596 และ Φ(d₁)≈0.6368 ราคา asset binary≈63.6831 ส่วน K เท่าของ cash binary≈53.2325 ผลต่างคือ Call≈10.4506 การนำ Φ(d₁) ไปเรียกว่าโอกาสใช้สิทธิภายใต้ Q หรือ P โดยไม่ระบุมาตรวัดจึงคลาดเคลื่อน

สูตรทั่วไปสำหรับ numeraire N คือ

Vt=NtEQN[HNT∣Ft].V_t=N_t\mathbb E^{Q^N}\left[\frac{H}{N_T}\mid\mathcal F_t\right].

N ต้องเป็นสินทรัพย์หรือพอร์ต self-financing ที่ซื้อขายได้และเป็นบวกอย่างเคร่งครัด พร้อมเงื่อนไขให้การเปลี่ยนมาตรวัดถูกต้อง ไม่ใช่เลือกกระบวนการบวกใด ๆ มาหารราคาแล้วอ้างสูตรนี้ได้ทันที

Feynman–Kac เชื่อมค่าเฉลี่ยกับ PDE

ให้ X ภายใต้ มาตรวัดเดียวกับที่ใช้คาดหมาย มี dynamics dXu=a(u,Xu)du+b(u,Xu)dWudX_u=a(u,X_u)du+b(u,X_u)dW_u ภายใต้เงื่อนไขความเรียบ การเติบโต และ integrability ที่เหมาะสม ฟังก์ชัน

v(t,x)=E[e−∫tTc(u,Xu)dug(XT)∣Xt=x]v(t,x)=\mathbb E\left[ e^{-\int_t^T c(u,X_u)du}g(X_T)\mid X_t=x\right]

สัมพันธ์กับสมการ

vt+a(t,x)vx+12b(t,x)2vxx−c(t,x)v=0,v(T,x)=g(x).v_t+a(t,x)v_x+\frac12b(t,x)^2v_{xx}-c(t,x)v=0, \qquad v(T,x)=g(x).

ใน Black–Scholes ภายใต้ Q ใช้ a=rS, b=σS, c=r จึงได้

Vt+rSVS+12σ2S2VSS−rV=0,V(T,S)=G(S).V_t+rSV_S+\frac12\sigma^2S^2V_{SS}-rV=0, \qquad V(T,S)=G(S).

สมการตรงกับที่ได้จาก Delta hedge แต่ Feynman–Kac ไม่ได้เลือก Q ให้เรา ถ้าใส่ drift μ ภายใต้ P จะได้สมการสำหรับค่าคาดหมายภายใต้ P การได้ pricing measure ต้องมาจากเงื่อนไขตลาดและ no-arbitrage ก่อน

วิธีความน่าจะเป็นยังให้ข้อมูล hedge ได้ เมื่อหาฟังก์ชัน V แล้วใช้ Itô เปรียบเทียบส่วน Brownian จะได้ Δ=VS\Delta=V_S เหมือนเดิม วิธี PDE, Monte Carlo และสูตร analytic จึงเป็นเครื่องมือคำนวณที่เชื่อมกันภายใต้แบบจำลองเดียวกัน

หุ้นจ่ายปันผล: ต้องนับผลตอบแทนรวม

ให้ D เป็น continuous dividend yield ต่อปี ไม่ใช่เงินปันผลก้อนคงที่ และใช้ D แทน q เพื่อไม่ให้สับสนกับน้ำหนัก Binomial ในส่วนนี้กำหนด μ เป็น expected total return ภายใต้ P:

dSt=(μ−D)St dt+σSt dWtP,dGaint=dSt+DSt dt.dS_t=(\mu-D)S_t\,dt+\sigma S_t\,dW_t^P, \qquad d\text{Gain}_t=dS_t+DS_t\,dt.

ภายใต้ Q drift ของราคาหุ้นที่ไม่รวมปันผลเป็น r−D:

dSt=(r−D)St dt+σSt dWtQ.dS_t=(r-D)S_t\,dt+\sigma S_t\,dW_t^Q.

ตอนนี้ S/B เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ Q-martingale เมื่อ D≠0 สิ่งที่เป็น martingale คือ discounted gains ซึ่งรวมปันผล:

StBt+∫0tDSuBu du.\frac{S_t}{B_t}+\int_0^t\frac{DS_u}{B_u}\,du.

หรือใช้มูลค่าพอร์ตที่นำปันผลกลับไปลงทุนในหุ้น StTR=eDtStS_t^{\mathrm{TR}}=e^{Dt}S_t แล้วหารด้วย Bₜ เมื่อ D คงที่ จึงต้องระวังว่ากำลังใช้ ex-dividend price หรือ total-return asset เป็น numeraire

สูตรราคากลายเป็น

Ct=Ste−DτΦ(d1)−Ke−rτΦ(d2),C_t=S_te^{-D\tau}\Phi(d_1)-Ke^{-r\tau}\Phi(d_2),
d1=log⁡(St/K)+(r−D+12σ2)τστ,d2=d1−στ.d_1=\frac{\log(S_t/K)+(r-D+\tfrac12\sigma^2)\tau}{\sigma\sqrt\tau}, \qquad d_2=d_1-\sigma\sqrt\tau.

ตัวอย่างเดิมเพิ่ม D=2% ได้ Call≈9.2270 และ Put≈6.3301 โดย C−P=Se−Dτ−Ke−rτC-P=Se^{-D\tau}-Ke^{-r\tau} สมมติฐาน continuous yield นี้ไม่ใช่แบบจำลองปันผลเงินสดก้อนที่จ่ายตามวัน ex-dividend

พารามิเตอร์เปลี่ยนตามเวลา: รวม variance ก่อนถอดราก

ถ้า r(u), D(u), σ(u) เป็นฟังก์ชันเวลา ที่ทราบแน่นอน ให้

R=∫tTr(u) du,Y=∫tTD(u) du,A=∫tTσ(u)2 du.R=\int_t^T r(u)\,du,\qquad Y=\int_t^T D(u)\,du,\qquad A=\int_t^T\sigma(u)^2\,du.

Y คือ yield สะสม ส่วน A คือความแปรปรวนสะสมของ log return ไม่ใช่ volatility เฉลี่ย ภายใต้ Q:

log⁡(ST/St)∼N(R−Y−12A, A).\log(S_T/S_t)\sim N\left(R-Y-\frac12A,\ A\right).

จึงได้

Ct=Ste−YΦ(d1)−Ke−RΦ(d2),d1=log⁡(St/K)+R−Y+A/2A,d2=d1−A.C_t=S_te^{-Y}\Phi(d_1)-Ke^{-R}\Phi(d_2), \qquad d_1=\frac{\log(S_t/K)+R-Y+A/2}{\sqrt A}, \quad d_2=d_1-\sqrt A.

สูตรนี้เขียนสำหรับ A>0 ถ้า A=0 payoff ไม่สุ่มภายใต้ Q และราคา Call คือ max⁡(Ste−Y−Ke−R,0)\max(S_te^{-Y}-Ke^{-R},0)

ตัวอย่างครึ่งปีแรก r=4%, D=1%, σ=10% และครึ่งปีหลัง r=6%, D=3%, σ=30%:

R=0.05,Y=0.02,A=0.5(0.10)2+0.5(0.30)2=0.05.R=0.05,\qquad Y=0.02,\qquad A=0.5(0.10)^2+0.5(0.30)^2=0.05.

Volatility เทียบเท่าหนึ่งปีคือ A/1≈22.3607%\sqrt{A/1}\approx22.3607\% ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยเลขคณิต 20% เพราะสิ่งที่บวกข้ามเวลาคือ variance ตัวอย่างนี้คำนวณราคาและตรวจ parity ได้ใน Notebook

ถ้า σ หรือ r เป็นตัวแปรสุ่ม สูตรที่แทนด้วยอินทิกรัล deterministic นี้ใช้ไม่ได้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะดอกเบี้ยสุ่ม ตัว discount factor ต้องอยู่ในค่าคาดหมายตามกรอบที่ใช้

Black–76: Option บนราคา Futures

แยกเวลาสองตัวให้ชัด: T คือวันหมดอายุ Option และ U≥T คือวันครบกำหนด Futures ที่ Option อ้างอิง ให้ Ft=F(t,U)F_t=F(t,U) เป็นราคา Futures ณ เวลา t สัญญา European Call จ่าย (FT−K)+(F_T-K)^+ ณ เวลา T

ในแบบจำลองอัตราดอกเบี้ย deterministic และหุ้นที่ใช้ cost-of-carry ได้ ราคา forward กับ futures ตรงกัน ถ้าไม่มีปันผลและ r คงที่จะได้ F(t,U)=Ster(U−t)F(t,U)=S_te^{r(U-t)} หากมีปันผลต่อเนื่องคงที่ ใช้ r−D แทน r

ภายใต้ Q สมมติ Futures เป็น lognormal:

dFt=σFFt dWtQ.dF_t=\sigma_F F_t\,dW_t^Q.

Futures price ไม่มี drift rF ในสมการนี้ F เป็นราคาอ้างอิง ไม่ใช่มูลค่าทั้งก้อนที่จ่ายเพื่อซื้อสัญญา Futures กำไรขาดทุนจาก Futures เข้าบัญชีผ่าน settlement การตั้งพอร์ตต้องรวมเงินสดและ margin cash flows อย่างถูกต้อง

สำหรับสูตรถัดไปให้ r และ σF คงที่ พิจารณา European Option แบบชำระ premium ล่วงหน้าและจ่าย payoff ที่ T:

Ct=e−rτ[FtΦ(d1)−KΦ(d2)],C_t=e^{-r\tau}\left[F_t\Phi(d_1)-K\Phi(d_2)\right],
Pt=e−rτ[KΦ(−d2)−FtΦ(−d1)],P_t=e^{-r\tau}\left[K\Phi(-d_2)-F_t\Phi(-d_1)\right],
d1=log⁡(Ft/K)+12σF2τσFτ,d2=d1−σFτ.d_1=\frac{\log(F_t/K)+\tfrac12\sigma_F^2\tau}{\sigma_F\sqrt\tau}, \qquad d_2=d_1-\sigma_F\sqrt\tau.

เรียกว่า Black–76 เวลาในสูตรคือ τ=T−t ส่วน U มีผลต่อราคา Futures และ volatility ของสัญญาที่เลือก ไม่ได้นำ U−t มาแทนเวลาหมดอายุ Option

ถ้า F=K=100, r=5%, σF=20%, τ=1 ราคา Call และ Put เท่ากันประมาณ 7.5771 และ parity คือ C−P=e−rτ(F−K)C-P=e^{-r\tau}(F-K) สมมติฐานนี้ไม่ครอบคลุม Futures ราคาติดลบหรือรูปแบบ Option ที่ settle ต่างออกไป ส่วนดอกเบี้ยสุ่มอาจทำให้ราคา futures ต่างจาก forward

ลองสลับจาก Spot เป็น Futures โดยคงราคาอ้างอิง 100, strike 100 และพารามิเตอร์อื่นไว้ ค่า 100 ในสองโหมดเป็นคนละปริมาณ จึงไม่ควรคาดว่าราคาจะเท่ากัน ถ้าต้องการตรวจความเทียบเท่ากรณีส่งมอบที่วันหมดอายุ Option ให้ตั้ง F=Se(r−D)τF=Se^{(r-D)\tau} แล้วเทียบสูตรภายใต้สมมติฐานเดียวกัน

ลองตรวจความเข้าใจ

  1. ถ้าเพิ่ม μ จาก 8% เป็น 12% โดยคง S, K, r, σ และ T ไว้ ราคา Black–Scholes เปลี่ยนหรือไม่? แล้ว payoff คาดหมายภายใต้ P ล่ะ?
  2. S/B เป็น martingale ภายใต้ Q เมื่อหุ้นจ่าย continuous yield D=2% หรือไม่? ต้องเพิ่มอะไรเข้าไป?
  3. Φ(d₁) และ Φ(d₂) ต่างกันเพราะอะไร? ทั้งสองเป็นโอกาสที่หุ้นขึ้นภายใต้ P หรือไม่?
  4. σ เท่ากับ 10% ครึ่งปีและ 30% อีกครึ่งปี ให้ volatility หนึ่งปีเท่าไร?
  5. Option หมดอายุใน 3 เดือน อ้างอิง Futures ครบกำหนดใน 9 เดือน ใช้ τ เท่าไรใน Black–76?
เปิดแนวคำตอบ
  1. ราคา Q ไม่เปลี่ยน ส่วน payoff คาดหมายของ Call ภายใต้ P เพิ่มใน GBM นี้เมื่อ μ เพิ่ม
  2. ไม่ใช่ ต้องใช้ discounted total gains หรือพอร์ตที่นำปันผลกลับมาลงทุนแล้ว discount
  3. Φ(d₂) เป็นโอกาสจบ in-the-money ภายใต้ cash-account measure Q ส่วน Φ(d₁) ใช้ stock measure Qˢ ในกรณีไม่มีปันผล ทั้งคู่ไม่ใช่ความน่าจะเป็นจริง P โดยทั่วไป
  4. 0.5(0.1)2+0.5(0.3)2=0.223607\sqrt{0.5(0.1)^2+0.5(0.3)^2}=0.223607 หรือประมาณ 22.3607% ต่อรากปี
  5. τ=0.25 ปี ใช้ราคา Futures ของสัญญาอายุ 9 เดือนเป็น F ปัจจุบัน ส่วน volatility ต้องตรงกับ Futures นั้นและช่วง 3 เดือนของ Option

ทดลองต่อและแหล่งอ่านประกอบ

ดาวน์โหลด Python Notebook เพื่อรันการเปลี่ยนมาตรวัด, Monte Carlo สองวิธี, cash/asset binary, พารามิเตอร์สองช่วง และ Black–76 ตัวอย่างใช้ seed ที่ระบุไว้และ Python standard library ผลสุ่มของ Python กับ JavaScript ไม่จำเป็นต้องตรงกัน แต่ต้องสอดคล้องกับสูตรและขอบเขต sampling error

บทนี้เรียบเรียงใหม่จากเอกสารประกอบการเรียน Martingales Theory: Application to Option Pricing — Black-Scholes All Over Again ของ CQF ที่ผู้ใช้ให้มา พร้อมตรวจสมการและคำนวณตัวอย่างใหม่ รายละเอียดแหล่งที่มา ขอบเขตหน้า และจุดที่ปรับแก้เก็บใน บันทึกที่มา โดยไม่เผยแพร่ PDF หรือภาพหน้าต้นฉบับ

อ่านกรอบ risk-neutral valuation และปันผลเพิ่มใน Martin Haugh — The Black-Scholes Model และศึกษาทฤษฎีการเปลี่ยนมาตรวัดใน Gregory F. Lawler — Stochastic Calculus: An Introduction with Applications หัวข้อ Girsanov’s Theorem สูตรในบทขึ้นกับสมมติฐานการเลียนแบบและแบบจำลอง ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าความเสี่ยงทุกชนิดในตลาดจริงป้องกันได้หมด

ภาพการ์ตูน Nuthdanai Wangpratham

ผู้เขียน · QuantCorner

Nuthdanai Wangpratham

แบ่งปันความรู้ด้าน Quantitative Finance และ AI เพื่อให้การเรียนรู้เรื่องการลงทุนเริ่มต้นได้จากตัวอย่างที่ลองทำตามได้

อ่านบทนี้แล้วอยากเรียนรู้ต่อ? ติดตามผู้เขียนและ QuantCorner ได้ที่นี่

ค้นหาในสมุดบันทึก